โควิดมีอยู่ในอิตาลี

หลักฐานชัด !! โควิดมีอยู่ในอิตาลีและฝรั่งเศสก่อนที่จะมีรายงานเคสแรกของจีนนานหลายเดือน

 โควิดมีอยู่ในอิตาลี

ในช่วงที่มีการเริ่มระบาดของโควิด เมื่อต้นปีที่แล้ว(2563) จะมีคำถามหนึ่งที่ผู้คนสงสัยว่า ไวรัสนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีต้นตอมาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่

และเกิดเป็นวิวาทะระหว่างสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งข้อสังเกตด้วยความเชื่อว่า จีนเป็นผู้พัฒนาไวรัสสายพันธุ์นี้ขึ้นมา และทำให้หลุดออกมา จึงเกิดเป็นปัญหากับโลก ส่วนทางการจีน ก็ตอบโต้ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า มีทหารอเมริกันซึ่งมาปฎิบัติภารกิจที่เมืองอู่ฮั่น รีบเดินทางกลับสหรัฐฯโดยเร็วก่อนกำหนด ก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด และไม่ยอมให้รายละเอียดว่ากลับไปด้วยเหตุผลอะไร และมีสุขภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง

จนปัจจุบัน แม้มีหลายฝ่าย ร่วมกันสอบสวน ศึกษาค้นคว้า รวมทั้งองค์การอนามัยโลกที่เพิ่งเดินทางเข้าไปที่เมืองอู่ฮั่น ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่สิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันได้ ณ ปัจจุบัน คือ พบหลักฐานว่ามีไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิดในอิตาลีตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 และในฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ซึ่งเป็น ช่วงเวลาก่อนที่จะพบผู้ป่วยรายแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีนในวันที่ 31 ธันวาคม 2562

โดยรายละเอียดของการพบปรากฏดังนี้

ประเทศอิตาลี
30 มกราคม 2563 พบโควิดสองเคสแรกของประเทศ เป็นนักท่องเที่ยวมาจากประเทศจีน โดยพบที่กรุงโรม

20 กุมภาพันธ์ 2563 พบโควิดเคสแรกที่เป็นคนอิตาเลียนเอง เป็นผู้ชายวัย 38 ปี ไม่มีประวัติสัมผัสเสี่ยงกับผู้ป่วยโควิดในอิตาลีเลย และก็ไม่เคยไปต่างประเทศด้วย

8 มีนาคม 2563 ต้องทำการล็อกดาวน์แคว้นลอมบาดี และขยายไปทั่วประเทศ

จากการวิเคราะห์การระบาดของโควิดในอิตาลี ซึ่งโควิดติดเชื้อจำนวนมาก อย่างรวดเร็วรุนแรง ทำให้มีการวิเคราะห์ว่า น่าจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในอิตาลีก่อนที่จะพบเคสแรกในวันที่ 20 กุมภาพันธ์เป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว นักวิจัยของอิตาลี จึงทำการตรวจตัวอย่างเลือด ย้อนหลังไปถึงช่วงเดือนกันยายน 2562 ซึ่งพอดี มีโครงการหนึ่งคือ โครงการ SMILE ทำการคัดกรองผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งปอด ด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ และนำเลือดมาตรวจ และนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยของประเทศตะวันตก มักจะเก็บตัวอย่างเลือดบางส่วนที่เหลือแช่แข็งไว้

เพื่อที่จะนำมาตรวจบางเรื่องในอนาคตได้ ทางการอิตาลีก็ได้นำตัวอย่างเลือดดังกล่าวมาจำนวน 959 ตัวอย่าง ซึ่งมาจากทุกภูมิภาคของประเทศอิตาลี นำมาตรวจหาโควิด-19 พบว่ามีผลเป็นบวก 111 ตัวอย่าง คิดเป็น 11.6%

โดยตัวอย่างเลือดที่ตรวจพบนั้น เริ่มเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 จนกระทั่งมาถึงเดือนมีนาคม 2563 และในช่วงตุลาคม 2562 ถึงกุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการนำตัวอย่างน้ำเสีย 40 ตัวอย่าง ทางภูมิภาคตอนเหนือของอิตาลี ซึ่งมีการระบาดโควิดสูงมาทำการตรวจหาไวรัสก่อโรคโควิด

ตรวจพบเชื้อไวรัสในตัวอย่างน้ำเสียของวันที่ 18 ธันวาคม 2562

จึงสามารถสรุปได้จากสองกรณีดังกล่าวว่า มีไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด ที่แฝงตัวอยู่ในอิตาลีแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาสี่เดือนก่อนที่จะพบเคสแรกของประเทศจีน และยังมีรายงานการศึกษาของประเทศฝรั่งเศสว่า ได้นำตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือของเหลวในทางเดินหายใจของผู้ป่วยที่ไอเป็นเลือด แต่ตรวจหาสาเหตุไม่พบ ได้เข้ารับการรักษาในไอซียูทางตอนเหนือของกรุงปารีส ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เมื่อนำสารคัดหลั่งที่เก็บแช่แข็งไว้ มาตรวจหาเชื้อโควิดด้วยวิธี RT-PCR ก็พบว่าผลเป็นบวก

จึงสรุปได้ว่า ฝรั่งเศสเอง ก็มีไวรัสก่อโรคโควิด ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 แล้ว

1) อิตาลี กันยายน 2562 พบการตรวจเป็นบวกในเลือด
ตุลาคม 2562 พบการตรวจเป็นบวกในตัวอย่างน้ำเสีย
พฤศจิกายน 2562 พบปอดอักเสบเป็นจำนวนมาก ที่ตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดเดิมไม่พบ

2) ฝรั่งเศส ธันวาคม 2562 พบการตรวจเป็นบวกในสารคัดหลั่งของผู้ป่วยไอเป็นเลือด

แต่เราทราบอย่างเป็นทางการว่า อู่ฮั่นมีผู้ป่วยรายแรกวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จึงทำให้ได้ข้อสรุปว่า ไวรัสโคโรนาลำดับที่เจ็ด ซึ่งก่อให้เกิดโควิด-19 มิได้มีจุดเริ่มต้นแต่เพียงลำพังประเทศเดียวที่เมืองจีน แต่พบว่ามีไวรัสแฝงตัวอยู่ในประเทศต่างๆอยู่ก่อนแล้ว อย่างน้อยเท่าที่มีหลักฐานก็คือ

ในอิตาลีพบก่อนหน้าจีนนานถึงสี่เดือน และในฝรั่งเศสเริ่มมีในเดือนเดียวกันกับจีน ถ้าเรายังหาจุดเริ่มต้นของไวรัสจริงๆไม่ได้ การป้องกันไม่ให้เกิดไวรัสโคโรนาลำดับที่ 8 ระบาดขึ้นในโลกอีกก็จะทำได้ยากครับ